[soar the sky]

Monday, February 06, 2006

โอ้ว! เพิ่งจะเขียนถึงนายเมื่อ 4 วันที่แล้วเอง











หลังจากเขียนบทความเพราะความคิดถึง ถึงเครื่อง " HS-TDD " ได้ไม่กี่วัน มันก็ทำเรื่องตื่นเต้นเสียแล้ว

และที่สำคัญ... ภาพที่มันวิ่งผ่านหน้าด้วยความเร็วสูง จนไปจบที่ท้ายรันเวย์21R ยังติดตาอยู่เลย คิดแล้วใจหายจริงๆ

ยังไม่ทันได้ทาสีตามเจ้าของใหม่เลย...

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ครับ

Wednesday, February 01, 2006

เครื่องบินที่คิดถึง

หลังจากเมื่อยคอกับการแหงนดูดาวตามคู่มือดูดาว* ที่กระบี่ ผมก็มีเวลานั่งคิดอะไรต่อมิอะไรไปเรื่อยเปื่อยอยู่คนเดียวครับ(ที่อยู่คนเดียวก็เพราะไม่มีลูกเรือออกไปข้างนอกกันเลย...ติดละครหลังข่าวกันหมด...เฮ้อ) ผมก็พลางนึกขึ้นได้ว่าหลังจากเดือนนี้เป็นต้นไปเครื่องบินแบบที่ผมบินอยู่ (Boeing 737-400) อีกหนึ่งลำกำลังจะลาจากการบินไทยไปรับใช้นกแอร์ต่อนี่นา ผมก็เลยถือโอกาสนี้ขอพูดถึงมันหน่อยละกันครับ ในฐานะที่เคยรู้จักกับมัน

สำหรับนักบินแล้วผมเชื่อว่าเครื่องบินลำแรกในชีวิตเค้าจะจำชื่อของมันได้เป็นอย่างดีทีเดียว ที่ผมกล่าวขี้นมาก็เพราะว่าเครื่องบินลำนี้นี่แหละครับเป็นเครื่องบินโดยสารลำแรกในชีวิตของผมที่ผมได้ฝึกบิน และเป็นเครื่องบินลำแรกที่ผมบินโดยมีผู้โดยสารนั่งข้างหลังอีกด้วย เจ้าลำนี้มีชื่อว่า “HS-TDD**” ครับ หรือมีนามพระราชทานว่า “ชุมพร” เราเรียกกันสั้นๆว่าเครื่อง “เดลต้า”ครับ เจ้านี่เป็นเครื่องบินโดยสารขนาดกลางบรรทุกผู้โดยสารได้ 150 คน น่าเสียดายอยู่เหมือนกันนะครับเพราะนับแต่นี้ไปคงไม่มีโอกาสได้บินเจ้านี่อีกแล้ว...

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผมไม่ได้เศร้าอะไรหรอกนะครับ ยังมีเครื่องอีกตั้งหลายลำให้บินอีก แค่รู้สึกว่าเครื่องลำนี้เป็นเครื่องบินลำนี้ลำที่มีความสำคัญกับผมลำหนึ่งในชีวิตอยู่เหมือนกัน ไม่รู้เป็นอะไรนะครับ ฝึกบินเครื่องเปล่าครั้งแรกก็ลำนี้ บินรับผู้โดยสารครั้งแรกก็ลำนี้ มันเลยทำให้ผมนึกถึงสมัยฝึกบินที่หัวหินเลยครับ มีอะไรคล้ายๆแบบนี้อยู่เหมือนกัน

ที่หัวหินก็มีเครื่องบินลำหนึ่งที่มาวนเวียนอยู่ในชีวิตผมเหมือนกันครับ เพราะว่ามันเป็นเครื่องบินลำแรกในชีวิตที่ผมบิน และเป็นเครื่องบินลำแรกที่ผมบินเดี่ยว(Solo Flight) ด้วยครับ เครื่องลำนั้นก็คือ “HS-TCM” หรือเราเรียกกันติดปากว่า เครื่อง “ชาร์ลี ไมค์”ครับ เป็นเครื่องบินใบพัดนั่งได้สี่คน ฝรั่งเศสเป็นผู้ผลิตโดยใช้ชื่อว่า “TB-9 SOCATA” ลำนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไรกับผมอีกเหมือนกันครับต้องมามีประวัติศาสตร์ร่วมกันเสมอ ตอนนั้นผมต้องเลือกลำนี้ไปบินเช็คโซโลครับเพราะว่าเครื่องลำนี้สภาพดีที่สุด คือแบบว่าที่หัวหินทุกๆสอง-สามเดือนจะมีเครื่องบางลำสุดฮิตครับใครๆก็อยากเอาไปบิน คล้ายๆกับรถยนต์หน่ะครับศูนย์ตรง ช่วงล่างแน่นใครๆก็มั่นใจอยากเอาไปใช้ แต่พอบินมากๆเข้ามันก็สึกหรอใกล้เวลาครบกำหนดเช็คทำให้สมรรถนะก็ลดลงไปบ้าง ในขณะที่เครื่องอีกลำที่ช่างเพิ่งตรวจเช็คซ่อมตามระยะเวลาออกมาจากHangar(อู่ซ่อมเครื่องบิน)พอดีก็จะใหม่น่าใช้ ลำนั้นก็จะกลายเป็นเครื่องที่ทุกคนนิยมใช้ลำต่อไปครับ

ด้วยเหตุที่ว่าเครื่องบินทั้งสองลำนี้ผมคงไม่มีโอกาสบินด้วยกับมันอีกแล้ว ผมก็ขอให้มันทั้งสองลำรับใช้นักบินรุ่นต่อๆไปอีกนานๆและปลอดภัยนะครับ(ไม่เคยขอพรให้สิ่งของเลยนะเนี่ย... แต่นี่ขอจากใจจริงๆนะครับ)


*แผนที่ดาว โดย ประยูร ร่มโพธิ์ ของโรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช
**Aircraft Registration แต่ละลำจะจดทะเบียนด้วยชื่อที่ต่างกันไป
“HS”หมายถึงเครื่องจดทะเบียนในไทย ส่วนสามตัวหลังก็แล้วแต่เจ้าของจะเลือกว่าจะตั้งว่าอะไรโดยที่ไม่ให้ซ้ำกับเครื่องอื่น สำหรับการบินไทยแล้ว “T”หมายถึง การบินไทย “D”หมายถึงเครื่องบินแบบBoeing 737-400 และ “D”ตัวสุดท้ายหมายถึงลำดับที่ของเครื่องบินลำนี่ในFleet

Sunday, January 01, 2006

ตื่นขึ้นมาในปี พ.ศ.2549

สวัสดีปีใหม่ 2549 ครับ

นี่ก็ 2 ปีพอดีเลยครับในการฝึกเป็นCopilot หมดเวลาไปหนึ่งปีแรกที่หัวหินสำหรับฝึกเครื่องบินเล็ก และอีกหนึ่งปีในกรุงเทพสำหรับฝึกเพื่อเครื่องบินพาณิชย์ การเป็นCopilotหนึ่งคนได้นี่นานจริงๆ

อันที่จริง ผมก็เว้นการเขียนบทความบนบลอกมากนานเหมือนกันนะครับ อันเนื่องมาจากเหตุผลที่ไม่น่ายากที่จะเดาครับคือ “ไม่ค่อยว่าง”นั่นเอง และประกอบกับช่วงก่อนหน้านี้ค่อนข้างจะมีเรื่องราวเยอะแยะที่น่าสนใจ ที่อยากถ่ายทอดมาเป็นบทความ แต่ว่าช่วงนี้ฝึกบินกับเครื่องFlight Simulatorวนเวียนอยู่กับFlight Procedure, Emergency Procedure ซ้ำแล้วซ้ำอีกวันเว้นวัน เลยไม่ค่อยมีเรื่องอะไรใหม่ๆมาเขียนสู่กันอ่าน(เล่าสู่กันฟัง) ที่เขียนไว้ว่าฝึกวันเว้นวันนั้น ดูเหมือนจะว่างนะครับ แต่จริงๆแล้วอีกวันที่เค้าเว้นว่างไว้ให้นั้นก็ต้องหมดไปกับการเตรียมตัวฝึกวันถัดไปอยู่ดีครับ หนังสือมีเยอะแยะจริงๆ เยอะจนลืมในสิ่งที่เคยอ่านมาแล้วด้วยซ้ำ บางอย่างต้องอ่านหลายรอบทีเดียว เนื่องจากอ่านแบบสแกนไม่ได้ต้องอ่านละเอียดทุกตัวอักษร เพราะบางอย่างค่อนข้างจะเกี่ยวข้องกับกฎหมาย ถ้าเราอ่านข้ามไปแล้ว แล้วเข้าใจผิด หากโชคร้ายเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา...แย่แน่นอนเลยครับ

นึกๆดูแล้วอิจฉาสมัยตอนเป็นนักเรียนจังเลย เวลาใกล้สอบทีก็อ่านหนังสือหนักที อ่านไม่ทัน ได้เท่าไหนก็เอาเท่านั้น ที่เหลือไปนั่งมั่วเอาใช้ความเข้าใจตอนเรียนในห้องก็พอ

แต่พอมาถึงจุดตรงนี้แล้วรูปแบบของการทดสอบเปลี่ยนไปครับ ต้องบินให้ถูกตามหลักการ ทั้งของกฎการบินทั่วโลก กฎของบริษัท และกฎของเครื่องบินลำนั้นๆว่ามันมีcharacteristicเป็นอย่างไร ไม่มีคนมานั่งป้อนข้อมูลให้เราต้องอ่านเอง ถ้าอ่านไม่ทันก็ต้องอ่านให้ทัน และต้องละเอียดทุกเรื่องด้วยครับ แหม...มันทรมานจริงๆ...อิอิ ไม่มีเลคเชอร์สั้นๆลายมือสวยๆของสาวๆให้อ่านอีกแล้วครับ มีแต่ภาษาที่เข้าใจยากและน่าเบื่อ... แต่ทำยังงัยได้หละครับ ไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆนี่นา

ก่อนที่จะเลยเถิดไปกว่านี้ เข้าเรื่องกันดีกว่า ผมชอบคำที่ ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช เคยพูดไว้นะครับที่ว่า “จงตื่นในขณะคนอื่นหลับ” ผมจึงอยากนำมาเล่าสู่กันฟัง เผอิญเพื่อนของผมเพิ่งจะเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับคำพูด

คนทั่วไปมักจะทำความเข้าใจกับคำพูดนี้ว่า "ให้อ่านหนังสือหรือทำงานเยอะๆจนคนอื่นหลับหรือเลิกงานแล้ว ก็ยังทำต่อเพื่อให้ได้กำไรกับตัวเอง" ใช่ไหมครับ ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับความเข้าใจนี้เหมือนเพื่อนๆอีกหลายๆคนครับ เพราะอย่างไรก็ตามชีวิตเราต้องพักผ่อนอยู่ดี ต้องสมดุลให้ได้ สามส่วนต่อวัน ทำงาน(เรียน) นอน พักผ่อน(เล่นกีฬา งานอดิเรก) ถ้าเราใช้เวลากินส่วนอื่นไปมันไม่ได้กำไรหรอกครับ ขาดทุนอีกต่างหาก

เพราะฉะนั้นคำพูดที่ว่านี้ผมเชื่อว่ามันไม่ได้มีความหมายอย่างนั้นแน่นอนครับ แท้ที่จริงแล้ว มันน่าจะหมายถึงว่า "เราควรจะใส่ใจในสิ่งรอบตัวเราที่ทุกคนมองข้ามกันมากกว่าครับ" เช่นเพื่อนของผมคนนึงรักดนตรีมากเลย เคยเล่นวงออเครสตร้ามาด้วยกัน ตอนนี้เป็นหมอ แต่เค้าก็ไม่ได้เป็นหมอเหมือนหมอธรรมดาทั่วไปนะครับเพราะเค้าเป็นนักไวโอลินมือเก่งของอีกหลายวงด้วยครับ เบื่อจากการเป็นหมอก็มาเล่นดนตรีแก้เบื่อได้ ทั้งๆที่หมอคนอื่นอยากจะมาเล่นไวโอลินในวงใหญ่อย่างเพื่อนผมบ้างก็ทำไม่ได้เพราะต้องใช้เวลาฝึกสั่งสมมานาน หรืออีกนัยหนึ่งคือ สมัยเด็กๆหมอคนอื่นหลับอยู่เวลาที่เพื่อนของผมตื่นนั่นเองจึงไม่ได้มีโอกาสดีอย่างในปัจจุบัน
และมีเพื่อนอีกคนหนึ่งครับ เค้ารักธรรมชาติ รักทะเล รักต้นไม้และมีความคิดมองโลกในสิ่งที่เด็กผู้ชายทั่วไปไม่ได้มองหรือมองไม่ทันมาตั้งแต่เด็ก สิ่งที่เค้ารักและได้ทำตอนที่คนอื่นหลับนั้นเองทำให้เค้าได้ทุนเรียนมหาวิทยาลัยชื่อดังที่คนทั่วโลกปรารถนา

นี่เป็นตัวอย่างเล็กๆที่ผมยกมาให้เข้าใจให้ง่ายขึ้นครับ และหวังว่าทุกคนที่มีโอกาสได้อ่านจะเข้าใจคำพูดนี้มากขึ้น

สำหรับตัวผมแล้ว ตอนอยู่มหาวิทยาลัยนอกจากเรียนและทำโปรเจคกับเพื่อนๆแล้ว ผมก็เลือกที่จะเล่นกีฬาให้มหาวิทยาลัย ถึงแม้ไม่เก่งกาจถึงขั้นมาเป็นอาชีพได้ แต่อย่างน้อยผมก็รู้สึกว่าได้ตอบแทนมหาวิทยาลัย และได้สนุกอยู่กับเพื่อนๆที่ผมได้เติบโตมาด้วยกันตลอด และแม้ว่าจะเรียนหนัก ซ้อมหนักก็ตาม ผมก็สนุกอยู่กับมัน ผมจึงมักจะบอกกับรุ่นน้องที่เรียนคณะวิศวะและเป็นนักกีฬามหาวิทยาลัยด้วยกันเสมอว่า เราไม่จำเป็นต้องเรียนเก่งกว่าคนอื่นหรอก เรารู้ตัวเองอยู่ในใจกันดีว่าแค่เพียงเราเรียนให้ได้เท่าๆกับคนอื่นๆเราก็ประสบความสำเร็จแล้ว เพราะเราอาจเรียนไม่เก่งแต่เราเลือกการใช้ชีวิต และแบ่งเวลาได้เก่งกว่าคนอื่นเสียอีกนะ...(อันนี้พูดปลอบใจตัวเองนะครับ...อิอิ จริงๆแล้วตอนนั้นคิดในใจว่า โห...เย็นนี้เหนื่อยอีกแล้ว โปรเจคยังไม่เสร็จเลย) เพื่อนของผมที่เป็นหมอ(สัตว์)ก็บอกผมอย่างขำขำเหมือนกันว่า “กูเหมือนจะเป็นบรรทัดฐานให้เพื่อนๆเสมอเลยหวะ” เพราะเพื่อนๆที่เรียนด้วยกัน ถ้าใครคะแนนน้อยกว่ากูเค้าจะรู้สึกเสียใจมากเลย ผมก็เลยตอบกลับไปว่า

“กูก็รู้สึกเหมือนมึงเลยหวะ…ฮ่าฮ่า ”

แล้วเราก็กอดคอลงไปซ้อมกีฬาด้วยกัน

ที่เขียนมาไม่ใช่อะไรหรอกนะครับ แค่อยากบ่นว่าตอนนี้ไม่มีโอกาสได้แบ่งเวลาไปสนุกกับอย่างอื่นอย่างที่เคยชอบทำเลย เพราะช่วงนี้เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่ตื่นเต้นสำหรับผม ก็จะไม่ให้ตื่นเต้นได้งัยหละครับ เพราะเป็นช่วงFinal Checkแล้วเนื่องจากต้องขึ้นบินโดยมีผู้โดยสารกลางเดือนนี้ แบบว่าต้องรับผิดชอบทั้งชีวิตผู้คนเป็นร้อย และทรัพย์สินราคาแพงของบริษัทอีก หากลงสนามแรงทีนึง นอกจากจะโดนกัปตันท่านดุแล้ว ยังเป็นอันต้องได้มุดหัวหลบหน้าหลบตาลูกเรือ และผู้โดยสารแน่นอนเลยครับ


สุดท้ายนี้ก็หวังว่าทุกคนคง "ตื่นในขณะที่คนอื่นหลับในปี 2549นี้นะครับ" แล้วเพื่อนๆจะได้สัมผัสกับประสบการณ์ชีวิตที่มีความสุขสำหรับตัวเองนอกเหนือจากการใช้ชีวิตประจำวันนะครับ

Monday, November 14, 2005

The Best Rugby Match of 2005

เหนื่อยกับการเรียนCBT, Debrief และเตรียมตัวสำหรับการทดสอบความรู้สุดหินตัวต่อตัวกับกัปตันอาวุโสสองชั่วโมงเต็มๆในค็อกพิทต้นเดือนธันวา เพื่อให้ได้รับสิทธิ์ที่จะได้เข้ารับการฝึกบินกับเครื่องSimulatorในเฟสถัดไปมาทั้งอาทิตย์แล้ว ไปหาความบันเทิงให้ชีวิตบ้างดีกว่าครับ...

ว่ากันว่า รักบี้แมตช์ที่ยิ่งใหญ่และสนุกที่สุดในรอบปีของประเทศไทยคือ “รักบี้ฟุตบอลประเพณีวชิราวุธ-ราชวิทย์”และในปีนี้เป็นอีกปีที่ผมไม่พลาดที่จะไปเข้าชม การแข่งขันนี้จะจัดขึ้นประมาณเดือนพฤศจิกายนของทุกปีซึ่งปีนี้จัดตรงกับวันที่ 11 พฤศจิกายน ในรอบปีนึงจะมีการแข่งรักบี้เกิดขึ้นหลายแมตช์ทีเดียวครับ แมตช์อื่นๆอาจจะพลาดชมได้แต่แมตช์นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นคนชอบดูรักบี้แล้วห้ามพลาดชมเป็นอันขาดครับ

เสน่ห์ของรักบี้ฟุตบอลแมตช์นี้อยู่ตรงที่เป็นศูนย์รวมนักกีฬารักบี้ชั้นนำของประเทศไทย และทุกคนในสนามล้วนเป็นเพื่อนๆพี่ๆน้องๆของเราทั้งนั้น ในสนามนั้นนักกีฬาทุกคนก็เล่นอย่างเต็มที่ ส่วนขอบสนามผู้ชมก็เชียร์ลุ้นอย่างเต็มที่ บรรยากาศที่สนุกสนานแบบนี้เกิดขึ้นทุกๆปีเลยครับ ซึ่งในปีนี้จัดการแข่งขันเป็นครั้งที่ 16 วชิราวุธได้ครองถ้วยรางวัลพระราชทานด้วยคะแนน 14-6 จุด


ก็อย่างที่บอกหล่ะครับ อะไรจะดีไปกว่าการได้เชียร์ทีมกีฬาที่เราชอบ แถมในทีมยังมีเพื่อนเราลงเล่นอีกด้วย และยิ่งไปกว่านั้นยังได้นั่งดูกับเพื่อนๆสนิทที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาดัวยเวลาเกือบครึ่งของชีวิตเรา...สนุกจริงๆ...ใช่ไหมหละครับ

แต่แน่นอนครับ มันก็มีสิ่งที่บังคับให้ผมดูไม่จบแมตช์จนได้....เศร้าจริงๆ ผมต้องไปExclusive partyที่ Route66 งานนี้หลักๆคือเปิดตัวมินิคอนเสิร์ตที่เดียวในเอเชียอาคเนย์ของวงสาวๆสุดฮอตที่มีชื่อว่า The pussycat dolls ครับ พ่วงด้วยการแสดงของ Girly Berry,แตงโม ภัทริดา, บอลลูน ฯลฯ สำหรับผมแล้วมันสำคัญตรงนี้ครับ “unlimited drink” ฟังดูแล้วคงเป็นปาร์ตี้ที่หนุ่มๆหลายคนอยากไปมากเลยใช่ไหมครับ แต่ในความเป็นจริงไม่เห็นสวยหรูดังที่คิดเลยครับ คนดังมักมาสายเป็นสัจธรรมจริงๆ ผมไปเช็คอินเข้างานตอนทุ่มครึ่ง เริ่มงานด้วยการจิบแอลกอฮอล์กับเพลงฮิพฮอพรอวงขึ้นมาเล่นตามกำหนดการซึ่งประมาณสองทุ่มกว่าๆ แต่ที่ไหนได้เราก็รอแล้วรออีกมีแต่เสียงเพลงฮิพฮอพเล่นให้ฟัง บวกกับการแสดงถ่วงเวลาไปจนถึงเวลาเกือบห้าทุ่ม นักร้องวงThe Pussycat Dolls ถึงจะได้ฤกษ์ขยับตัวออกมาโชว์การร้องเพลง เมื่อเหล่าหกสาวเล่นเพลงแรกจบ ผมกับเพื่อนๆที่มีอาการเมื่อยและง่วงนอนมาได้สักพัก ถือโอกาสแหวกฝูงชนที่กำลังให้ความสนใจนักร้องสาวๆร้องเพลงกลับบ้านกันเสียอย่างงั้น กลายเป็นว่ายืนรอตั้งสามชั่วโมงเพื่อฟังเพลงเดียวเองครับ เรื่องนี้เป็นอีกบทนึงที่ตอกย้ำข้อสรุปที่ว่า “ของฟรีและดีไม่มีในโลกจริงๆ” ฮ่าฮ่าฮ่า

Monday, October 31, 2005

สี่เดือนผ่านไป... ในที่สุดก็ผ่าน ATT มาจนได้

ในที่สุด...1 เดือนที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมายก็จบลง(ไปอีกหนึ่งเฟส) เมื่อประมาณเที่ยงของวันที่ 28 ตุลาที่ผ่านมา...

วันนั้นเป็นวันอะไรจริงๆแล้วก็จำไม่ค่อยได้ครับ เพราะแทบจะไม่ค่อยมีวันหยุดเสาร์-อาทิตย์เลย บางทีตื่นตีสี่ไปเข้าซิมเลิกเที่ยง หรือบ่ายสองโมงถึงบ้านสามทุ่ม เลยทำให้มักจะลืมวันลืมคืนเสมอๆ สิ่งที่สำคัญที่สุดของวันนั้นก็คือการที่ได้นำวิทยายุทธ์ที่ฝึกฝนมาตลอดหนึ่งเดือนเต็มๆในการฝึกซิม(Flight Simulator) มาใช้แสดงให้ครูผู้ฝึกสอนของเราดูให้หมด ในเที่ยวสุดท้ายของATT courseรวมทั้งแก้ไขปัญหาต่างๆที่ครูจะทำให้เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาการบิน เริ่มตั้งแต่เตรียมเครื่องบิน บอร์ดผู้โดยสารจนกระทั่งดับเครื่องยนต์ ทีสนามบินปลายทาง

ครูที่เคยสอนเราในวันก่อนๆ ในวันนี้จะสวมบทบาทเป็นทั้งคนตรวจสอบ ลูกเรือ เจ้าหน้าที่Red Cap ช่าง เจ้าหน้าที่dispatcher เจ้าหน้าที่ATC ฯลฯ คอยใส่ปัญหาให้เราเรื่อยๆ และคอยดูว่าเราจะบินไปพร้อมๆกับแก้ไขตามสถานการณ์ได้อย่างถูกต้องตามกฎ และปลอดภัยหรือเปล่า

และแล้ว... วันนั้นของผมก็ผ่านมาได้ด้วยดีครับ ช่วงที่ผมบินเป็นช่วงสิงคโปร์-กรุงเทพครับ(ไม่ได้เลือกเอง ครูท่านจะเลือกเส้นทางการบินให้เพราะครูต้องการให้เราวางแผนการบินใหม่ให้ดูขณะนั้นเลย) ต้องคำนวณการสั่งน้ำมัน วางแผนการบิน เลือกสนามบินสำรอง พอเพิ่งบินขึ้นมาได้นิดหน่อย ครูก็แกล้งเป็นCabin Crewมาแจ้งว่ามีผู้โดยสารป่วยกระทันหัน เราก็บอกให้ลูกเรือปฐมพยาบาลแล้วแต่ก็ไม่ดีขึ้น สรุปแล้วต้องกลับมาลงที่เดิมครับ สิงคโปร์มี 3 รันเวย์การเตรียมการลงกระทันหันในเวลาที่น้อยนั้นไม่ง่ายเลยครับ เพราะบวกกับเครื่องบินที่กำลังบินด้วยความเร็วสูงด้วยขณะนั้นมันเพิ่มภาระการใช้สมองมากทีเดียว(ประมาณ 300 น็อตหรือ 540 กม./ชม. หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ วินาทีละ 150 เมตรประมาณสนามฟุตบอลครึ่ง บีบหัวใจทีเดียว) ไหนจะต้องบิน คิดช้าบินถ่วงเวลาก็เปลืองน้ำมันอีก ต้องคำนวณน้ำมันใหม่ว่าหนักเกินไปที่จะลงหรือเปล่า และต้องถามอากาศขณะนั้นว่าสามารถทำการลงได้มั้ย มีสนามบินใดบ้างโดยรอบอะไรบ้าง ทัศนวิสัยพอที่จะทำการลงหรือเปล่า รวมทั้งน้ำมันเราบินไปพอมั๊ยถ้าเกิดลงที่สิงคโปร์ไม่ได้ ติดต่อผู้ที่เกี่ยวข้องต่างๆให้มาเตรียมการรอรับผู้โดยสารที่สนามบิน ประกาศผู้โดยสารให้ทราบสถานการณ์ขณะนั้น รวมถึงเราจะเริ่มลดระดับความสูงที่ไหนดีจึงจะเหมาะสม จะเห็นได้ว่ามีคำถามเรียงมาตลอดเวลาต้องจัดลำดับให้ดี พอมาถึงสนามบินแล้วครูก็ไม่ให้ลงครับ ใส่สภาพอากาศที่รุนแรงเข้าไปเครื่องสั่นโคลงไปมาตลอดเวลา ต้องทำการmissed approachไปอีกรอบครับแล้วกลับมาลงใหม่ อากาศเกิดดีขึ้นกระทันหันเลยลงได้สำเร็จ(สงสารผู้โดยสารที่ป่วยจัง เพราะกว่าจะลงถึงพื้นได้ค่อนข้างนานทีเดียว ดีนะที่เป็นเพียงแค่สถานการณ์สมมุติ) ส่วนอีกช่วงที่ไอ้นาทบินเป็นเส้นทางเดียวกันครับ แต่คนละcondition เที่ยวบินนั้นระหว่างเส้นทางบิน อยู่ๆสนามบินดอนเมืองก็ประกาศปิดกระทันหัน ต้องวางแผนบินใหม่ สนามบินที่เคยเลือกเป็นสนามบินสำรองไว้ก็ลงไม่ได้เพราะสภาพอากาศปิดหมด วุ่นวายกันอยู่พักนึงในที่สุดก็ได้มาลงที่หาดใหญ่ทั้งๆที่ไม่เคยซ้อมลงกันมาก่อนเลย ก็สนุกไปอีกแบบดีครับ

ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขอบใจไอ้นาทคู่บัดดี้ที่ที่ต้องมีชะตากรรมร่วมกันตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ใครบินไม่ดีอีกคนต้องรับกรรมด้วยเพราะต้องบินคู่กัน จนถึงวันที่จะต้องถูกเช็คโดยครูที่เป็นกัปตันอาวุโส

วันต่อมาก็ต้องตื่นขึ้นตั้งแต่ตีห้า(อีกแล้ว)ครับ ต้องติดเครื่องบินไปพนมเปญครับเที่ยวเช้า เป็นครั้งแรกในชีวิตผมเลยนะครับที่ได้นั่งในห้องนักบินเครื่องบินโดยสารขณะที่บินจริงๆ procedureหลายๆอย่างเหมือนกับที่ฝึกมาในซิมเด๊ะเลย นอกจากนี้ผมยังโชคดีอีกครับได้ไปกับCapt.บอย พี่ที่ผมคุ้นเคยกันมาก่อนเลยทำให้ไฟลท์นั้นสนุกดีครับ ได้ความรู้เยอะเลยครับ ถัดไปอีกวันเป็นเที่ยวบินกลางคืนเที่ยวสุดท้ายที่ไปอุดรฯครับ เที่ยวนี้ก็ได้ไปบินกับพี่ที่เคยเจอกันมาก่อนเหมือนกัน Capt.เอ็ม กับCopilotเคครับ เที่ยวนี้ก็เป็นเที่ยวสุดท้ายสำหรับเครื่องBoeing737ของพี่เคด้วยครับ เพราะโดนย้ายไปบินเครื่องA330 เดือนหน้านี้แล้ว พี่ๆใจดีมากเลยครับทั้งสนุกและได้ความรู้ด้วย แค่ได้ลองติดต่อวิทยุบนน่านฟ้าของจริงในนามของเครื่องการบินไทยก็ตื่นเต้นแล้วครับ กลัวพูดผิดพูดถูก ฮ่าฮ่า พี่เอ็มก็บอกไว้ว่าเค้าก็เคยเป็นเหมือนกัน เลยอยากให้ลองพูดดู

ความเหนื่อย ความสนุกของเฟสแรก(ATT: Airline Transition Training) ก็หมดไป คราวนี้จะเจอของจริงที่ยากขึ้นไปอีกคือ Boeing 737-400 Conversion Course เจาะลึกทุกจุดของเครื่องบิน และต้องไม่มีคำว่า “ตก” เหมือนเดิมครับ เพราะนอกจากจะมีความหมายว่า “สอบตก”แล้วยังจะมีความหมายว่า “ตกงาน” อีกด้วยครับ ชีวิตต้องสู้จริงๆ เฮ้อ...คนอื่นทำได้เราก็ต้องทำได้ใช่มั๊ยครับ...

Thursday, September 29, 2005

สุวรรณภูมิ เจ็ตบลู และราคาน้ำมัน


วันนี้วันที่ 29 ก.ย. 48 เวลา 09.19 น. เป็นวันแรกที่สนามบินสุวรรณภูมิทำการประชาสัมพันธ์การเปิดตัวหลังจากการรอคอยของชาวไทย 45 ปีตั้งแต่ปี พ.ศ.2503 และวันนี้เองเมื่อ 5 ปีที่แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จพระราชดำเนินประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ให้แก่สนามบินแห่งชาติแห่งนี้อีกด้วย เที่ยวบินพิเศษนี้คือ TG8960 ทำการบินด้วยเครื่องบิน Airbus 340-600 ชื่อ “วัฒนานคร”

หลังจากทราบข่าวที่น่าตื่นเต้นและเป็นประวัติศาสตร์ของชาวไทยไปแล้ว เรามาดูข่าวที่น่าตื่นเต้นในรอบสัปดาห์ที่ผ่านกันดีกว่า เช้าวันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา มีข่าวเกี่ยวกับเครื่องบิน(อีกแล้ว)ที่สร้างความตื่นเต้นให้กับสายตาชาวโลกเพราะมีการถ่ายทอดสดทางช่องซีเอ็นเอ็น ผมเองไม่ได้ดูตอนนั้นหรอกครับแต่ได้ดูตามมาทีหลังเพราะมัวแต่ง่วนอยู่กับการเตรียมของไปท่องเที่ยวย้อนความหลังระยะสั้นพฤหัส-เสาร์ที่หัวหิน

กัปตันของเจ็ตบลูท่านนี้เก่งมากเลยนะครับ ค่อยๆบรรจงวางล้อหัวที่บิดตั้งฉากกับรันเวย์ให้เบาที่สุดในขณะที่บังคับให้หัวของเครื่องบินอยู่ตรงกลางCenterlineของรันเวย์ตลอดเวลา ผมเชื่อว่าประสบการณ์ของกัปตันท่านนี้ต้องสูงมากทีเดียวครับ แต่ไม่ว่าจะมีประสบการณ์ที่สูงเท่าไร ก็หนีไม่พ้นการฝึกฝนและการทำความคุ้นเคยอย่างสม่ำเสมอหรอกครับ สิ่งเหล่านี้แสดงออกให้เห็นถึงความมีคุณภาพของนักบินสายการบินนี้ครับ
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมและชมวีดีโอคลิปได้ที่นี่ครับ


และเช้าวันพฤหัสบดีอีกเหมือนกันครับที่ผมต้องตกใจอีกครั้ง หลังจากนำรถของผมไปเติมน้ำมันเนื่องจากน้ำมันในถังเหลือน้อยเต็มที เผื่อไว้ว่าไม่อยู่หลายวัน น้ำมันอาจจะขึ้นราคาอีก พอเติมเสร็จแล้วผมก็ไม่ได้คาดคิดหรอกนะครับว่าเงิน 1300 บาทที่มีอยู่ในกระเป๋าสตางค์ของผมจะไม่พอจ่ายค่าน้ำมัน แต่แล้วไอ้สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นจริงเมื่อราคาน้ำมันที่หัวจ่ายบอกไว้ว่า 1400 บาท นี่ผมเติมแก๊สโซฮอล 95 ด้วยนะครับ ถ้าเป็นออกเทน 95 ธรรมดาราคาน้ำมันจะเพิ่มขึ้นไปอีกขนาดไหน แต่ก็นับว่าโชคดีที่ผมพกบัตรเครดิตไปด้วยครับไม่งั้นอาจมีการโทรตามที่บ้านออกมาจ่ายเงินให้แน่ๆเลย

ผมจำได้ว่าเมื่อผมออกรถคันนี้มาใหม่ๆเมื่อปี 2003 ผมเติมน้ำมันมากที่สุดครั้งละประมาณ 1000 บาทเอง แต่ปัจจุบัน เฮ้อ...ดูแล้วเศร้าจัง เงินเดือนทุกคนขึ้นยังไม่พอค่าน้ำมันขึ้นต่อปีเลยนะครับเนี่ย แถมค่าเงินก็อาจจะลดตามอัตราเงินเฟ้อที่มีอยู่อีก เรามาดูสถิติที่น่าสนใจของราคาน้ำมันระหว่างปี 2003-2005 ของวันที่ 22 กันยายน กันดีกว่า

ปี 2003, 2004, 2005 ราคาน้ำมันออกเทน 95 อยู่ที่ 15.79, 21.79, 27.74 บาท/ลิตร ตามลำดับ จะเห็นได้ว่าปัจจุบันน้ำมันราคาเพิ่มขึ้นอีกเกือบ 50 เปอร์เซนต์เลยทีเดียว

ในขณะที่น้ำมันดีเซลราคา 13.29, 14.59, 24.19 บาท/ลิตร ตามลำดับ ปี2003-2004 ราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มแค่บาทกว่าๆ เนื่องจากรัฐบาลไทยแบกรับภาระราคาดีเซลตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นไว้ครับ ไม่ให้เพิ่มขึ้นกระทันหันและกระทบกับเศรษฐกิจไทยมากเกินไป แต่ท้ายที่สุดแล้วก็แบกไม่ไหวครับ ทำให้ต้องปรับราคามาอีกเกือบ 50 เปอร์เซนต์เหมือนกันครับ
สถิติราคาน้ำมันของไทยค้นหาเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ

จริงๆแล้วปตท.ก็ส่งเสริมทางเลือกใหม่ในการบริโภคน้ำมันแก่ประชาชนนะครับ ไม่ว่าจะเป็น NGV, LPG, แก๊สโซฮอล หรือปาล์มดีเซล

แก๊สโซฮอล หรือปาล์มดีเซล 90%หลักๆก็มาจากน้ำมันเบนซิน และดีเซลครับ อีก 10%ที่เหลือจะได้จากผลผลิตทางการเกษตรของไทย เช่น อ้อยกับมันสำปะหลังสำหรับแก๊สโซฮอล และน้ำมันปาล์มสำหรับปาล์มดีเซล แก๊สโซฮอลนั้นแรกเริ่มมาจากโครงการพระราชดำริของในหลวงเมื่อปี 1985 ท่านทรงมีวิสัยทัศน์ว่าน้ำมันมีราคาที่สูงขึ้นในขณะที่ผลผลิตทางการเกษตรมีราคาตกลง แก๊สโซฮอลจึงเริ่มมีการวิจัยและทดลองใช้ในพระราชวังสวนจิตรลดา ปัจจุบันปตท.ได้รับนโยบายและทำการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการน้ำมันให้แก่ประชาชน

น้ำมันที่ใช้สำหรับเครื่องบินก็ราคาสูงขึ้นไม่แพ้กันครับ เมื่อวันที่ 22 กันยายน เดียวกันนี้ น้ำมันAVGAS 100LL* ใช้ในเครื่องบินใบพัดลูกสูบขนาดเล็ก ราคาอยู่ที่ 49.447 บาท/ลิตร ในขณะที่ น้ำมัน Jet A1ที่ใช้ในเครื่องบินโดยสารทั่วไปราคาอยู่ที่ 28.1196 บาท/ลิตร
*AVGAS 100LL: Aviation Gasoline Octane100 Low Lead

ผลกระทบของราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทำให้สายการบินต่างๆทั่วโลกต้องวางแผนธุรกิจที่รัดกุมอย่างมาก ยกเว้นแต่สายการบินของพวกตะวันออกกลางที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวน้อยมากครับ

การเติมน้ำมันเครื่องบินจะไม่เติมกันเป็นลิตรนะครับเพราะเป็นหน่วยของปริมาตร แต่จะเติมเป็นหน่วยของน้ำหนักครับ เพราะจะได้ปริมาณที่แน่นอนกว่าครับ เนื่องจากปริมาตรจะมีการขยายตัวตามอุณหภูมิครับ ถ้าเติมน้อยๆแบบรถยนต์ก็จะไม่เห็นผลเท่าไหร่ครับ แต่ถ้าเติมมากๆอย่างเครื่องบินBoeing 747-400 สามารถเติมได้มากสุดเป็นร้อยร้อยตันแล้วจะมีผลกระทบมากทีเดียวครับ (ในความเป็นจริงอาจจะไม่เติมเต็มก็ได้ครับ ขึ้นอยู่กับระยะทาง และดุลพินิจของกัปตัน เพราะเติมเยอะเกินไปจะเป็นการสิ้นเปลืองเนื่องจากต้องแบกน้ำหนักมหาศาล) แหม...ขนาดรถยนต์เค้ายังแนะนำให้เติมกันตอนตี 5 เลยครับเพราะเป็นเวลาที่น้ำมันมีการขยายตัวน้อยที่สุดทำให้สามารถเติมน้ำมันได้ปริมาณมากขึ้นในราคาที่เท่ากัน

น้ำมันเครื่องบินจะไม่มีการผสมสีเพื่อการแบ่งประเภทของน้ำมันให้ชัดเจนเหมือนกับน้ำมันรถยนต์นะครับ เช่น สีเหลืองสำหรับน้ำมันออกเทน 95 และสีแดงสำหรับน้ำมันออกเทน 91 มิหนำซ้ำสีของน้ำมันเครื่องบินแต่ละล็อตก็อาจจะมีสีอ่อนหรือเข้มไม่เท่ากันอีกซึ่งจะเปลี่ยนแปลงตามอายุ และแหล่งที่มาของน้ำมันล็อตนั้นๆครับ

นอกจากน้ำมัน Jet A1 ที่ใช้กันทั่วไปในการบินพาณิชย์แล้ว ยังมีน้ำมัน JP-8 อีกครับ น้ำมันชนิดนี้จะใช้สำหรับเครื่องบินทหาร มีคุณสมบัติที่ใกล้เคียงกับ Jet A1 แต่มีจุดเยือกแข็งที่ต่ำกว่า Jet A1 และคุณสมบัติอื่นๆที่ดีกว่าอีกเล็กน้อยเพราะต้องทำการบินในที่ๆสูงกว่าทำให้ต้องเจอกับอากาศที่อุณหภูมิต่ำกว่า และมีการบินที่ผาดโผนกว่าการบินพาณิชย์


ทั้ง Jet A1 และ JP-8 จะมีจุดเยือกแข็งที่ต่ำมากเนื่องจากต้องทำการบินที่อุณภูมิติดลบเกือบ 60 องศาเซลเซียสตลอดเวลา แต่ในขณะเดียวกันต้องมีจุดที่จุดระเบิดเผาไหม้ที่เหมาะสม ส่วนผสมหลักๆคือ kerosene ครับ

Monday, September 19, 2005

Bat's ears?!!?

“Lady’s hand, eagle’s eyes, lion’s heart”
เป็นคติประจำใจที่นักบินมืออาชีพทุกคนระลึกถึงเสมอ นอกเหนือจากคตินี้แล้ว การที่จะนักบินมืออาชีพที่ดีได้นั้นจะไม่ได้วัดกันที่เพียงแค่บินเก่ง หรือลงนิ่มนวลแค่นั้นหรอกนะครับ สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ความปลอดภัย ความรู้และทักษะในการทำงานกันเป็นทีมครับ” ผู้โดยสารอาจจะตัดสินนักบินว่าเก่งหรือไม่เพียงแค่ว่าลงนิ่มก็พอแล้ว แต่ในความเป็นจริงการลงนิ่มแบบไม่รู้สึกอะไรเลยอาจจะไม่ปลอดภัยก็ได้นะครับ อย่างเช่นเวลาที่สนามบินมีฝนตก รันเวย์ลื่น นักบินเลือกที่จะบินลงสนามบินด้วยความเร็วต่ำๆ พยายามพาเครื่องบินแตะพื้นโดยให้ยางที่ล้อ กดลงไปบนพื้นรันเวย์ให้มากที่สุดเพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวระหว่างล้อกับรันเวย์ ทำให้ป้องกันการลื่นไถล แทนที่จะลงแบบนิ่มๆเฉือนพื้นซึ่งมีโอกาสลื่นไถลตกรันเวย์มาก การลงแบบนี้เรียกว่า “Firm” ครับ ผลที่ตามมาคือผู้โดยสารอาจจะรู้สึกถึงการสัมผัสพื้นเล็กน้อยแต่รับประกันว่าปลอดภัยแน่นอนครับ หรือเมื่อมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นกระทันหันบนท้องฟ้า ถ้านักบินบินนิ่มอย่างเดียวไม่มีความรู้ และทักษะในการทำงานเป็นทีมเพื่อเข้าถึงปัญหาและแก้ใขในเวลาคับขันแล้วหล่ะก็...อันตรายแน่นอนครับ เครื่องบินมันไม่ได้รู้ว่าเราบินเก่งหรือไม่เก่ง จังหวะนั้นมันต้องการรู้แค่ว่าเราจะควบคุมแก้ไขปัญหา และ บังคับให้มันบินต่อได้อย่างปลอดภัยหรือเปล่าแค่นั้นเองครับ

ก่อนที่จะหลุดไปเรื่องอื่น จริงๆแล้วผมอยากจะกล่าวถึงโสตประสาทของนักบินที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสายตาก็คือ “การได้ยิน” ครับ ดังนั้นอวัยวะพระเอกในวันนี้ของเราก็คือ “หู” นั่นเองครับ

สำหรับการบินแล้ว “การได้ยิน”ของเราจะมีวิสัยทัศน์ที่ไกลกว่า “สายตา”ครับ เพราะนักบินนอกจากมี “Eagle’s eyes” แล้วผมยังคิดว่ายังต้องมี “Bat’s ears”ด้วยครับเนื่องจากขณะที่เราบินอยู่เรามองไม่เห็นหรอกครับว่า มีเครื่องบินลำอื่นอยู่ตรงไหน เช่น เราเพิ่งบินออกจากกรุงเทพ มีเครื่องบินลำอื่นๆที่ใกล้จะถึงเชียงใหม่ หรืออยู่ระหว่างทางกี่ลำ “หู” ของเรานี่แหละครับ จะทำให้เรารู้ได้ทันที เพราะเราจะได้ยินเสียงจากเครื่องบินทุกลำในบริเวณนั้นติดต่อกับเจ้าหน้าที่ภาคพื้นผ่านทางความถี่วิทยุเดียวกันเป็นระยะๆตลอดเวลาครับ นอกจากนั้นเราจะต้องคอยฟังการรายงานสภาพอากาศของสนามบินที่จะไปลงก่อนทุกครั้งผ่านทางคลื่นVHF*(Very High Freq. 30-300MHz) หรือฟังยากหน่อยผ่านคลื่น HF**(High Freq. 3-30MHz ดังนั้นคลื่นวิทยุเพลงที่เราฟังเพลินๆกันตั้งแต่FM 87.5-108.0MHzนั้นอยู่ในช่วงของคลื่นVHFนั่นเองครับ ในขณะที่เพลงบนคลื่นวิทยุAM 531-1602 KHzอยู่ในช่วงของคลื่นMF หรือ Medium Freq.ครับ)
*เรียกว่า ATIS (Automatic Terminal Information Service) ไม่จำเป็นต้องผ่านVHFอาจมาทางLF(Low Freq.)ก็ได้ครับในบางสถานีลองเลือกฟังดูเล่นๆครับ
**เรียกว่า VOLMET
ลองฟังได้ที่นี่ครับ (เป็นตัวอย่างที่ไม่มีเสียงซ่ารบกวนนะครับ แต่ในความเป็นจริงแล้วจะมีเสียงซ่ามากๆ)

ในความเห็นของผม ผมว่าคลื่นHFฟังยากมากๆเลยครับ เพราะจะมีเสียงซ่าๆตลอดเวลาแต่ข้อดีของHFคือสามารถส่งสัญญาณได้ไกลมาก (ตั้งแต่ 200-2000 ไมล์ทะเล ในขณะที่ VHFส่งได้ไกลสุดแค่ประมาณ 250 ไมล์ทะเลเองครับ) นอกจากจะฟังยากแล้ว เนื้อหาข้อความที่ต้องรู้ค่อนข้างจะยาว จดก็ต้องจด ฟังออกอย่างเดียวก็ไม่ได้ต้องแปลความหมายให้ได้ด้วยเพราะเป็นตัวย่อทางอุตุนิยมวิทยา ก็เพราะการฟังเจ้านี่ นี่แหละที่ทำให้ผมเข้าใจว่านอกจากนักบินสายตาต้องดีแล้ว หูต้องดีอีกด้วย

“หู” ของเรามีประโยชน์มากมายครับ แค่รับฟังคนอื่นเพียงอย่างเดียวก็ทำให้คนรอบข้างเราสบายใจและมีความสุขแล้วครับ นอกจากนั้น หูยังมีส่วนร่วมในการประกอบอาชีพทำงานหลายๆอย่างอีก ดังนั้นเราจึงควรรักษาสุขภาพหูของเราให้ดีนะครับ

การรับรู้ของหูของเราสามารถโดนทำลายได้เนื่องจากการที่ได้อยู่ในที่เสียงดังนานๆครับเช่น การอยู่ในผับนานๆบ่อยๆ หรืออยู่ในโรงงานที่มีเสียงดังตลอดเวลา ถ้าผมไม่ต้องถูกตรวจหูตอนตรวจร่างกายประจำปีก็ไม่รู้สึกหรอกครับ ว่าการอยู่กับเสียงดังนานๆมันบั่นทอนประสาทการได้ยินของเราไปขนาดไหน ในการตรวจสอบคุณหมอก็จะให้ฟังความถี่ต่างๆที่คนได้ยินในห้องเก็บเสียงครับ เมื่อได้ยินก็กดปุ่มแสดงถึงการได้ยิน ปรากฎว่าผลการตรวจสอบหูของผมในความถี่สูงที่สุด ผมมีประสิทธิภาพในการฟังได้ไม่เต็มที่ครับแต่ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ซึ่งต่างจากปีที่แล้ว เห็นปกติๆดีๆนี่แหละครับไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเป็นไปได้อาจจะเพราะก่อนหน้านี้ผมไปเที่ยวผับค่อนข้างบ่อยครับ หมอท่านบอกว่าอาการมันน่าจะเป็นชั่วคราวเพราะเราไม่ได้อยู่ในสถานที่เสียงดังๆทุกวัน อาการมันก็จะดีขึ้นถ้าเราไม่ไปอยู่ในที่ๆเสียงดังเป็นเวลานานๆอีก เพื่อนของผมคนนึงการได้ยินในช่วงเสียงบางความถี่ต่ำกว่าเกณฑ์มาก ซึ่งเจ้าตัวก็สารภาพครับว่าเที่ยวตามผับบ่อยมากๆเมื่อสมัยยังเป็นวัยรุ่นตอนต้น (ตอนนี้ก็ยังเป็นวันรุ่นอยู่นะครับแค่ตอนปลาย...เท่านั้นเอง:-) ) ดังนั้นผมคิดว่าถ้าจำเป็นต้องออกไปสังสรรรค์ตอนกับเพี่อนๆตอนกลางคืนบ่อยๆ ควรเลือกสถานที่ที่มีเสียงดังน้อยๆจะดีที่สุดครับ หรือเอากระดาษทิชชูม้วนเล็กๆอุดหูไปเลย หูจะได้ไม่ตึงตอนแก่ครับ ผมเชื่อว่าสนุกหรือไม่สนุกคงไม่เกี่ยวกับต้องฟังเพลงเสียงดังหรอกครับ เพลงไม่ดังผมก็สนุกได้เหมือนกัน... ดูแลสุขภาพของเราดีกว่า

ของแถมก่อนจากกันครับ ผมมีวิธีการจำรหัสมอร์ส(Morse Code) ภายใน 10 นาทีมาฝากครับ ผมเองพยายามจำมาหลายครั้งแต่ไม่เคยจำได้เลย พอดีมีพี่กัปตันมาชี้ทางสว่างให้ครับ เพราะผมต้องโดนทดสอบการฟังรหัสมอร์ส ไม่ยากครับ... รับรองว่าเพียงแค่ลองหัดเขียนเอง แปลงจากตัวอักษรไปเป็นรหัสมอร์สประมาณ 2-3 เที่ยวก็จำได้แล้วครับ ง่ายจริงๆ เค้าอาศัยหลักการที่ว่าคนเราจะจำรูปภาพได้ดีที่สุดมาช่วยจำครับ

รูปนี้ผมวาดขึ้นมาเอง สิ่งสำคัญคือต้องพยายามมองความสัมพันธ์จากรูปทรงของต้วอักษรภาษาอังกฤษให้ออกแล้วแปลงเป็นรหัสมอร์สให้ได้ จากบนลงล่าง ซ้ายไปขวาครับ เท่านี้ก็เป็นเรื่องง่ายแล้วครับ มันอาจจะยากหน่อยเนื่องจากไม่มีคนคอยนั่งอธิบาย แต่พยายามหน่อยน่า...