[soar the sky]

Saturday, September 10, 2005

Dealing with Jetlag


นักเดินทางที่มีความจำเป็นต้องเดินทางข้ามประเทศบ่อยๆมักจะพบกับปัญหาเรื่อง “ Jetlag ” เสมอๆ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้คุยกับ “คุณหมอนักบิน” หรือรุ่นพี่นักบินที่เป็นนายแพทย์ด้วยนั่นเองครับ แปลกเหมือนกันนะครับที่เป็นหมอก็ดีอยู่แล้วต้องมาขวนขวายเพื่อเป็นนักบินอีก และที่น่าแปลกใจอีกยิ่งขึ้นเพราะมีนักบินอีกหลายคนที่เคยผ่านการเป็นหมอมาก่อน อย่างน้อยๆรุ่นผมก็มีอีกหนึ่งคนครับ พี่หมอนักบินคนนี้ยังเคยเป็นผอ.โรงพยาบาลต่างจังหวัดมาก่อนอีกด้วย ผมกับพี่คนนี้มีโอกาสมาเจอกันเพราะกลุ่มวิชาCRM (Crew Resource Management) พี่เค้าสอนเรื่อง Stress, error, fatigue, workload, flightdeck management จากการบรรยายของพี่หมอคนนี้ทำให้ผมได้มีโอกาสเรียนรู้ทางด้านชีววิทยา จิตวิทยาของมนุษย์ที่นำไปเกี่ยวข้องกับการบินอย่างลึกซึ้งมากขึ้น เพื่อความปลอดภัยในทุกๆเที่ยวบินของผมครับ

สิ่งที่ผมพบว่าน่าจะเป็นเรื่องที่น่าสนใจของคนทั่วไปคือ ทำอย่างไรดีเมื่อต้องเผชิญกับอาการ “ Jetlag ” ครับ อาการของมันพูดกันอย่างเข้าใจง่ายๆเลยครับ คือ การตื่นตอนกลางคืน และหลับตอนกลางวันครับ อาการนี้จะพบมากกับผู้ที่เดินทางข้ามTime zoneเยอะๆเช่น Bangkok-New Yorkเป็นต้นครับ

ร่างกายเราปกติจะมีนาฬิกาของมันครับ เรียกกันว่า "Biological Clock" เจ้านาฬิกาอันนี้จะมีรอบในการเดินมากกว่านาฬิกาปกติประมาณหนึ่งชั่วโมงครับ คือประมาณ 25 ชั่วโมงต่อ 1 วัน แต่ที่คนเราสามารถรักษาให้นาฬิกาของเราให้ตรงกับเวลาบนโลกได้เนื่องจาก "Zeitgerber effect" หรือผลกระทบจากแสงอาทิตย์เองครับ แสงจากดวงอาทิตย์จะมารีเซตกระบวนการชีวิตของเราใหม่ทุกๆวัน ทำให้นาฬิกาเราไม่คลาดเคลื่อนกับเวลาบนโลกครับ เคยมีการทำวิจัยทดลองหลายต่อหลายแบบ แต่หนึ่งในนั้นคือให้กลุ่มคนมาอาศัยอยู่รวมกันในบ้านที่ไม่ให้เจอแสงอาทิตย์เลยเป็นเวลา 1 เดือน หิวก็กิน ง่วงก็นอน เมื่อครบกำหนดผลปรากฎว่าเวลาในการใช้ชีวิตของทุกคนจะคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงเฉลี่ยแล้ววันละ 1 ชั่วโมงครับ

อาการเจตแล็กส่วนหนึ่งก็เป็นผลพวงมากจากการรวนนาฬิกาชีวิตของตัวเราเองครับ เพราะCircadian rhythmsจะพยายามรักษาเวลาที่เมืองต้นทางไว้ประมาณ 48 ชั่วโมงครับ ความรุนแรงของอาการเจตแล็กก็แตกต่างกันไปขึ้นกับความมากน้อยของความแตกต่างโซนเวลา และทิศทางในการเดินทางครับ อาการเจตแล็กจะมีมากขึ้นเมื่อเราเดินทางไปทางทิศตะวันออกดังรูปครับ
จะเห็นได้ว่าเวลาที่ New York ช้ากว่า London 5 ชั่วโมง ถ้าเราเดินทางสวนทางกับโลกหมุน(ไปทางทิศตะวันตก)จะพบกับอาการเจตแลกเพียง 4 ชั่วโมง แต่ในทางกลับกันถ้าเราเดินทางไปทางเดียวกับโลกหมุนจะพบกับอาการเจตแลกถึง 6 ชั่วโมง นี่แค่เวลาต่างกันแค่ 5 ชั่วโมงนะครับลองคิดดูสิครับว่าผู้โดยสารขาออกจากกรุงเทพ-นิวยอร์กจะพบกับอาการเจตแล็กขนาดไหน เพราะเวลาแตกต่างกันถึง 12 ชั่วโมง

วิธีการ(ทางทฤษฎี) สำหรับการแก้ไขอาการเจตแล็กง่ายๆมีดังนี้ครับ
-สำหรับผู้ที่จะต้องเดินทางช่วงค่ำให้หลับช่วง 14.00-15.00 น.จะดีกว่า ช่วงเที่ยง หรือเย็น
-สำหรับผู้ที่เดินทางบ่อยๆแต่ไปเป็นระยะสั้นๆ ถ้าไม่เกิน 48 ชั่วโมงให้รักษาเวลาชีวิตที่เมืองต้นทางไว้ นอนและกินตามเวลาต้นทาง แต่ถ้าเกิน 48 ชั่วโมง เราจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงอาการเจตแล็กได้ดังนั้นจึงควรงีบให้มากที่สุดเมื่อมีโอกาส ไม่ควรถ่างตารอเวลากลางคืน
-สำหรับผู้ที่ต้องไปใช้เวลาที่เมืองปลายทางเวลานาน ควรจะใช้ชีวิตตามเวลาที่เมืองปลายทาง กินนอนตามเวลาปลายทาง พยายามออกมาพบแสงแดดยามเช้า ออกกำลังกายข้างนอกบ้าง ช่วง 2-3วันแรก แอบงีบประมาณ 40 นาทีในตอนกลางวันจะช่วยได้เยอะครับ

สำหรับวิธีที่ช่วยให้หลับง่ายขึ้นมีดังนี้ครับ
-หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของCaffeineเป็นเวลา 3 ชั่วโมงอย่างต่ำก่อนนอน
-หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอลก่อนนอน(อาจจะช่วยให้หลับ แต่ไม่ช่วยให้ตื่นครับ)
-ออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายสดชื่น แต่ไม่ควรออกกำลังกายก่อนนอนประมาณ 45 นาที
-ดื่มนมอุ่นๆ เพราะนมมีกรดอะมิโนที่ช่วยในการนอนหลับ
-ห้องนอนควรมืดสนิท และเงียบ หลีกเลี่ยงการตั้งนาฬิกาปลุกในช่วง 45-120 นาทีแรกเพราะเป็นช่วงที่เราหลับลึก ถ้าตื่นในช่วงนี้จะทำให้เรามึน และไม่สดใส
-หากไม่สามารถหลับได้ภายในเวลา 30 นาทีแรก ให้ลุกออกจากเตียงแล้วลองใหม่ใน 1-2 ชั่วโมงให้หลัง
-หลีกเลี่ยงการใช้ยานอนหลับ

จากคำแนะนำดังกล่าว พี่หมอยังกล่าวเสริมไว้อีกว่า ในความเป็นจริงแล้วถึงแม้ว่าพี่จะบินบ่อยแต่ในบางครั้งพี่ก็นอนไม่หลับเหมือนกัน พยายามเท่าไรมันก็ไม่หลับสักที เราก็ต้องลุกขึ้นมาแล้วพยายามใหม่ไปเรื่อยๆครับ ไม่แนะนำให้ใช้ยาที่ช่วยทำให้นอนหลับเป็นอันขาด เนื่องจากจะมีผลข้างเคียงระยะยาว ปล่อยให้ธรรมชาติของชีวิตเราฟื้นฟูตัวเองดีกว่า ไหนๆเราก็ฝืนมันมาแล้ว อย่าไปฝืนมันเพิ่มขึ้นอีกเลย (คำพูดหลังผมเติมเองครับ) พี่หมอเค้ายังทิ้งท้ายไว้อีกว่า
“There is no common strategy to cope with jet-lag. Personal evaluation is necessary!”
หรือแปลง่ายๆว่าถ้าปฏิบัติตามวิธีที่หมอแนะนำแล้วไม่ประสบความสำเร็จ ก็...ตัวใครตัวมันครับ!

5 Comments:

  • เฮ้ย เจ๋งมากตังเก กูจะเอาความรู้จากมึงนี่ล่ะ ไปใช้

    ได้ความรู้ใหม่ๆด้วย

    อืม ใช้ยานอนหลับไม่ดีหรอก ยาใช้เลย

    ขอบคุณในความรู้ดีๆ

    By Blogger kasab71, at 2:08 AM  

  • Good story,very useful ka!!

    By Anonymous Anonymous, at 2:08 AM  

  • เป็นอาการที่บล๊อกเกอร์เล่ามาหลายต่อหลายครั้ง
    มิใช่เพราะว่านั่งเครื่องบินหลายครั้ง
    แต่เป็นเพราะว่าปีที่ผ่านมา
    ต้องเรียนอย่างหนักเลยไม่ได้นอน
    ตารางชีวิตรวนเรไปหมด
    ....
    บางวันเรียนแปดโมงถึงสองทุ่ม
    อยากโดดใจจะขาด
    เพราะนั่งไปก็ไม่รู้เรื่อง
    เนื่องจากการฟังเลคเชอร์เป็นภาษาต่างประเทศ
    หากฟังเป็นเวลามากกว่าสองชั่วโมง
    สมาธิจะหลุด ไม่มีอะไรเข้าไปในหัวแล้ว
    ....
    เรียนหนักกลับมาบ้าน
    เหนื่อยและง่วง
    อยากจะนอนก็นอนไม่หลับอีก
    เพราะกังวลว่า
    เวลาที่นอน จะไปรบกวนเวลาการอ่านหนังสือ
    ....
    บางครั้งบางคราวเหมือนกัน
    นอนลงไปแล้ว
    แต่ก็มาสะดุ้งตื่นเองอีกสามชั่วโมงถัดมา
    เพราะเหตุผลเดิมๆคือกังวล
    กังวลมาก เพราะกลัวสอบตก
    ไม่อยากเหนื่อยซ้ำอีกปี
    เพราะกำลังใจจะหายไปมากโข
    ....
    ปีนี้สบายแล้ว
    ไม่มีอาการนอนไม่หลับเพราะระบบร่างกายรวนอีก
    มีแต่อาการนอนหลับมากเกินไป
    แถมดูไปดูมา
    พลังชักจะตก
    เพราะเขียนบทความวิชาการได้ไม่แน่นเหมือนที่เคย
    แถมอู้อีก
    รับงานเค้ามาก็ไม่ยอมทำ
    ไปทำเอาสองวันสุดท้ายเพราะเค้าโทรมาเร่งหรอกอีกตะหาก
    เศร้าจิต
    คนเราไม่สมดุลย์
    ....
    ขอบคุณสำหรับงานเขียนดีๆ
    ให้ความรู้ดีค่ะ
    ....
    ขอเพิ่มเติมเรื่องเครื่องดื่ม

    เนื่องจากเป็นคนชอบดิ่มชา
    แขกที่มาบ้านนี้จะหงุดหงิดมาก
    เพราะบ้านนี้ไม่มีกาแฟ
    เวลาทำขนมอิตาเลียนอย่าง ทิรามิซุ
    จึงมีปัญหามาก
    ต้องไปขอกาแฟชาวบ้านวุ่นวายไปหมด
    ....
    คนจะคิดว่า
    ชาเป็นเครื่องดื่มคาเฟอีน
    คือกินไปแล้วจะนอนไม่หลับ
    หารู้ไม่ว่า
    ในปีสองพันห้าแบบนี้
    ชาได้ถูกจัดสรรให้เป็นชาที่เหมาะสมตามแต่ละโอกาส
    เช่น
    breakfast tea ชาชื่อดังของอังกฤษ
    เป็นชาอ่อนที่กินตอนเช้า
    มีคุณสมบัติปลุกประสาทเพียงเล็กน้อย
    และสร้างสมดุลร่างกาย
    ที่จะเริ่มต้นทำงานในวันทั้งวัน

    darjeering tea
    ชาจากอินเดียที่อังกฤษเอาไปอีก
    เป็นชาแพงชั้นดี
    มีระยะเวลาการเก็บในฤดูใบไม้ผลิของทุกปี
    เป็นชาที่กินยามบ่าย
    เพื่อปลุกประสาทที่เหนื่อยล้า
    darjeering จึงเป็นชาที่ "หนัก" กว่า breakfast tea

    นอกจากสองตัวอย่างนี้แล้ว
    เรายังพบชาประเภท tisane
    อันเป็นชาที่มีประโยชน์ในการย่อยอาหาร

    และชาประเภท infusion
    เพื่อการหลับสบาย

    ชาจึงมีประโยชน์มากกว่าที่คิดด้วยประการฉะนี้

    By Blogger carré de mim, at 5:17 AM  

  • เรื่องราวสนุกและมีความรู้มาก น่าจะเอาไปเขียนหนังสือ จะอุดหนุนเลย

    By Anonymous Anonymous, at 10:55 PM  

  • เขียนดี มีประโยชน์
    ชัดเจน เข้าใจค่ะ
    แม้ว่าตอนนี้ดิฉันจะ Jetlag อยู่ (เพิ่งกลับมาจาก NY มะคืน ถึงบ้านตีหนึ่ง ทำอะไรเสร็จก็หลับไปสาม ชม. ได้ แล้วก็ตื่นจากนั้นก็ลากยาวมาจนเช้านี่ล่ะค่ะ)
    ก็งง ปลงๆ ไปละกันนะคะ 5555
    ลองเข้ากุเกิ้ลดูเผื่อมีอะไรช่วยได้ ก็มาเจอกันนี้แร่ะคร้าา
    ........
    และแล้ววันนี้ก็ต้องหยุดงานไปอีกวัน^ ^

    By Anonymous Anonymous, at 7:23 AM  

Post a Comment

<< Home